วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2558

บันทึกการเรียนวันอังคารที่ 8 กันยายน 2558

Lesson 5


Knowledge (ความรู้ที่ได้รับ) : ขั้นอนุรักษ์ คือ การที่เด็กตอบตามที่ตาเห็นโดยที่เด็กยังใช้เหตุผลไม่ได้แต่ถ้าเด็กได้ลองทำซ้ำทบทวนหลายๆครั้งก็จะเกิดการเปรียบเทียบทำให้เริ่มมีการใช้เหตุผลมากขึ้น
กระบวนการการเรียนรู้
- การดูดซึมของข้อมูลใหม่ที่เด็กได้รับ
- การเชื่อมโยงของข้อมูลใหม่เข้ากับความรู้เดิม
- การเปลี่ยนแปลงคือการรวมกันของข้อมูลใหม่กับความรู้เดิม
- ทำให้สิ่งที่ได้คือเกิดความรู้ใหม่ขึ้น




ทฤษฏีของพาฟลอบ เป็นทฤษฏีเกี่ยวกับการวางเงื่อนไข
ทฤษฏีของทอนไดร์ เป็นทฤษฏีเกี่ยวกับการลองผิดลองถูก
ทฤษฏีของอดัมโทมัส เป็นทฤษฏีเกี่ยวกับการลงมือปฏิบัติของแต่ละคน



กิจกรรม ให้ใช้กระดาษประดิษฐ์อะไรก็ได้ที่สามารถนำไปสอนเด็กเกี่ยวเรื่องของวิทยาศาสตร์ได้
ดิฉันทำ "กังหันลม" ใช้สอนในเรื่องของลม


ภาพกังหันกระดาษ


กังหันลม ใช้สอนเด็กในเรื่อง "ลม" สามารถทำให้วัตถุเคลื่อนที่ได้โดยที่ไม่ต้องใช้แรงคนในการเคลื่อนที่ของวัตถุแสดงว่าลมมีการพลักดันให้วัตถุมันเคลื่อนที่  ซึ่งแตกต่างจาก พัด เพราะเราต้องใช้มือในการออกแรงพัดถึงจะเกิดเป็นลมนั้นคือวัตถุทำให้อากาศมันเคลื่อนที่จึงทำให้เกิดเป็นลมออกมา 


ภาพพัดกระดาษ


เรื่องของแสง



 รุ้งกินน้ำ คือ แถบสีสเปกตรัมของแสงจากดวงอาทิตย์(แสงสีขาว)มักจะเกิดขึ้นหลังฝนตก ต้องยืนหันหลังให้ดวงอาทิตย์จึงจะมองเห็นรุ้งกินน้ำเกิดจากแสงอาทิตย์ส่องเข้าไปในละอองน้ำ แล้วเกิดการหักเหและสะท้อนกลับหมดในละอองน้ำ และกระจายออกมาเป็นสเปกตรัมของแสง
(สเปกตรัมคือแถบสีต่าง ที่เกิดจากแสงขาวผ่านปริซึม มี 7 สีคือ ม่วงคราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด และแดง)

การมองเห็นสีของวัตถุ
เมื่อมีแสงขาวมาตกกระทบ วัตถุทึบแสงสีต่างๆ แสงบางสีในแสงขาวจะถูก ตัวสีในวัตถุดูดกลืน ไว้ แสงสีที่เหลือจะสะท้อน มาเข้าในตาเราทำให้เห็นสีของวัตถุ แสงที่สะท้อนออกมามีแสงเดียวหรือหลายสีแต่แสงที่ให้สีของวัตถุมีปริมาณมากที่สุด จะทำให้เราเห็นวัตถุเป็นสีนั้น หรือเห็นเป็นสีผสมของแสงหลายสีนั้น เช่นตัวอย่างการมองเห็นวัตถุสีต่าง ๆ

ตัวสีในใบไม้ ตัวสีในใบไม้ ได้แก่ คลอโรฟีลล์ (Chlorophyll) เป็นตัวสีเขียวซึ่งเป็นสีที่มีมากในใบไม้ มีคุณสมบัติดูดกลืนสีบางสีไว้ และปล่อยสีเขียวออกมามากที่สุด เราจึงเห็นใบไม้เป็นสีเขียว









Skill (ทักษะ) : คิดวิเคราะห์,ระดมความคิด,การเชื่อมโยงความรู้

Adoption (การนำไปใช้) : นำความรู้ที่ได้ไปสอนวิทยาศาสตร์ให้กับเด็กปฐมวัย เราต้องมีความรู้วิทยาศาสตร์อยู่บ้าง แล้วนำสิ่งที่อยู่รอบๆตัวเด็กมาสอนหลักวิทยาศาสตร์ให้เชื่อมโยงกับสิ่งใกล้ตัวเด็กมากที่สุดเพื่อเกิดความเข้าใจมากขึ้น

Teaching  Techniques (เทคนิคการสอน): ให้นักศึกษาได้ใช้ความคิดของตัวเอง มีการยกกรณีตัวอย่างประกอบในการสอน

Evaluation  (การประเมิน):
ตัวเอง คิดประดิษฐ์สื่อในการใช้สอนวิทยาศาสต์ได้คล่องแคล่ว จดบันทึกเนื้อหาที่ได้เรียนรู้ในชั้นเรียน
เพื่อน ช่วยเหลือในการออกความคิดเห็นในการทำสื่อ 
อาจารย์ อธิบายประโยชน์จากการที่เราทำสื่อง่ายๆที่ใกล้ตัวเด็กในการใช้สอนเด็กในเรื่องของวิทยาศาสตร์ได้อย่างเข้าใจ
ห้องเรียน สะอาดเรียนร้อยดี แอร์เย็น

วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2558

บันทึกการเรียนประจำวันอังคารที่ 25 สิงหาคม 2558

Lesson 3


Knowledge (ความรู้ที่ได้รับ) :
     การบันทึก Blogger ในบล็อกนั้นควรมีควรมีกรอบมาตรฐานของปี 54 เพราะข้อมูลเนื้อหามันจะอัพเดทกว่าของอันเก่า ควรมี นิทาน , เพลง , เกม , สื่อการเรียนรู้

Skill (ทักษะ) :
การใช้เทคโนโลยีในการสืบคนหาข้อมูล
ค้นคว้าข้อมูลในห้องสมุด

Adoption (การนำไปใช้) : 
ปรับปรุง  Blogger ให้สมบูรณ์ตามที่อาจารย์บอกไว้

Teaching  Techniques (เทคนิคการสอน):

สื่อPowerpoint


Evaluation  (การประเมิน):

ตัวเอง มาเข้าเรียนตรงเวลาแต่งกายเรียบร้อย

เพื่อน มีการคุยกันในระหว่างที่อาจารย์สอน

อาจารย์ วันนี้อาจารย์ตรวจ  Blogger    แล้วอาจารย์ได้ติดภาระกิจใน

การพบผู้ใหญ่ได้มอบหมายให้นักศึกษาไปหาข้อมูลวิทยาศาสตร์

สำหรับเด็กปฐมวัยที่ห้องสมุด

ห้องเรียน เรียบร้อยดี

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2558

บันทึกการเรียนประจำวันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2558

Lesson 2




Knowledge (ความรู้ที่ได้รับ) : 

วิเคราะห์วิชา การจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
ความสำคัญของวิชานี้ คือ 1.การจัดประสบการณ์
                                         2.วิทยาศาสตร์
                                         3.ปฐมวัย
วิทยาศาสตร์มี สาระ คือ กรอบมาตรฐานวิทยาศาสตร์
                        ทักษะ คือ การจำแนก , การศื่อความหมาย ,ลงความเห็น ,คุณสมบัติ เช่น หอยทากเคลื่อนที่ช้าทำให้ใช้เวลานาน
การบูรณาการจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์ แม้วิชาจะต่างกันแแต่เราสามารถนำมาบูรณาการกันได้ให้มันสอดคล้องกลมกลืนกันได้และเด็กจะได้ใช้ภาษาในการอธิบายถึงกิจกรรมที่ได้ทำ
     ถ้าเราจะจัดประสบการณ์เราต้องสร้างหน่วย มีหลักเกณฑ์ในการเลือกหน่วยดังนี้
1.สิ่งที่อยู่ใกล้ตัว
2.สิ่งที่เด็กสนใจ
3.สิ่งที่มีผลกระทบ
การบูรณาการสามารถเรียนได้โดยผ่านการทำกิจกรรม เครื่องมือในการเรียนคือ ภาษา,คณิตศาสตร์
ทำไมเราต้องเรียนวิทยาศาสตร์?
- ทุกอย่างที่อยู่รอบๆตัวของเราล้วนมีวิทยาศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง เราจึงต้องเรียนรู้
- นำเอาสิ่งที่เราเรียนรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิต
- เข้าใจและรู้จักการเปลี่ยนแปลง
- รู้เท่าทันถึงสาเหตุและวิธีคลีคลายปัญหาได้
- มีเหตุผล
- มีการพัฒนา
แต่ละคนมีประสบการณืที่แตกต่ากันไป เมื่อไหร่ที่ลงมือกระทำคือ ทักษะ และผลที่ออกมาคือ สาระ เช่น
การเขียนหนังสือ คือ ทักษะ สิ่งที่เขียนลงไปเป็นเนื้อหานั้นคือ สาระ

พัฒนาการทางสติปัญญา (Coggnitive Development)
นักทฤษฏีที่ให้คำอธิบายมี เพียเจท์กับบรูเนอร์
พัฒนาการทางสติปัญญาคือการเปลี่ยนแปลงพัฒนาการไปตามลำดับขั้นตอนทางภาษาและการคิด
พัฒนาขึ้นมาจากการมีปฏิสัมพันธ์ (Interrection) กับสิ่งแวดล้อม  ผลการปฏิสัมพันธ์ทำให้เด็กรู้จัก "ตัวตน" เกิดความสมดุลระหว่างบุคคลกับสิ่งแวดล้อม เรียกว่า การเอาตัวรอดสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นตลอดเวลา

กระบวนการปฏิสัมพันธ์ (Interrection )มี 2 กระบวนการ
- กระบวนการดูดซึม (Assimilation)
เมื่อมนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมก็จะซึมซาบดูดซึมประสบการณ์ใหม่ให้ร่วมเข้าอยู่ในโครงสร้างของสติปัญญา (Cognitve Structure) ถ้าอยากให้เด็กมีการซึมซับการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมเยอะๆเราจะต้องจัดประสบการณ์ให้เด็กลงมือกระทำ สิ่งที่เด็กกระทำจะไปเข้าร่วมกันกับโครงสร้างอันเก่าที่มีอยู่ให้เกิดความรู้ใหม่ ยกตัวอย่างเช่น การหยดสีลงบนกระดาษ ใช้สีสองสีหยุดลงไปเมื่อมีการผสมผสานของสีเกิดขึ้นทำให้เราได้รู้จักกับสีใหม่ เหมือนกันกับสิ่งที่เราพบเจอเมื่อเรามีความรู้เดิมอยู่แล้วแต่เราพบเจอประสบการณใหม่เพิ่มทำให้เราเกิดการเรียนรู้ของสิ่งใหม่ขึ้น
- กระบวนการปรับโครงสร้าง (Accommotion)
การเปลี่ยนโครงสร้างความรู้เดิมเข้ากับความรู้ใหม่ก็จะทำให้เกิกประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่เกิดขึ้น





สรุป การที่เราปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมก็เพื่อความอยู่รอดของตัวเรานั้นเอง


ทฤษฏีด้านการรู้คิดของเพียเจท์
ขั้นที่1 ขั้นประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหว (Sensorimotor Stage) ระยะการพัฒนาทารก คือ การซึมซับดูดซึม
ขั้นที่2 ขั้นก่อนการคิดอย่างมีเหตุผล (Preoperational Stage)
ระยะที่1 อายุ 2-4 ปีมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรับรู้ตามที่ตาเห็น
ระยะที่2 อายุ 4-7 ปีมีปฏิพันธ์มากขึ้นกับสิ่งแวดล้อมเริ่มคิดเชิงเหตุผลมากขึ้น
ระยะที่3 อายุ 7-11 ปีขั้นปฏิบัติการคิดแบบนามธรรมมากขึ้นคิดอย่างมีเหตุผลเริ่มแก้ปัญหาได้มากขึ้น

การนำทฤษฏีไปใช้จากแนวคิดของเพียเจท์
เด็กในวัยนี้สำคัญทำให้เราเกิดความเข้าใจในพัฒนาการของเด็กในแต่ละวัย เด็กวัยนี้ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง แต่ถ้าเด็กมีประสบการณ์ปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น พฤติกรรมยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางก็จะลดลงรู้จักให้และเข้าใจผู้อื่นมากขึ้นเรียกว่าเป็นการปรับตัวให้สมดุลกับสิ่งแวดล้อม
เราต้องจัดประสบการณ์ตามความสามารถที่เหมาะสมกับวิธีการเรียนรู้ของเด็ก ประสบการณ์ที่เด็กได้รับต้องไปพัฒนาโครงสร้างของสมอง


Skill (ทักษะ):
     ระดมความคิด ,สังเคราะเนื้อหาให้เป็นคำตอบเดียวกัน ,การใช้เทคโนโลยีในการเชื่อมโยง

Adoption (การนำไปใช้):
     นำความรู้ที่ได้จากทฤษฏีไปใช้ในการพัฒนาความรู้ในลำดับต่อๆปเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

Teaching  Techniques (เทคนิคการสอน):
     บรรยาย ,สื่อPowerpoint ,กราระดมความคิด ,กรณีตัวอย่าง

Evaluation (การประเมิน):
     ตัวเอง ตั้งใจเรียนและช่วยออกความคิดเห็นระดมความคิดกับเพื่อนๆในชั้นเรียน
     เพื่อน ให้ความร่วมมือในการระดมความคิดได้ดี แต่ก็ยังมีเพื่อนบ้างคนที่ไม่ออกความคิดเห็นเลย
     อาจารย์ ให้คำบรรยายและยกกรณีตัวอย่างออกมาได้ชัดเจนจนทำให้เกิดความเข้าใจ
     ห้องเรียน อินเตอร์เน็ตมีปัญหาขัดข้อง

วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2558

บทความ
"โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยประเทศไทย"   จัดโดยสถาบันการส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนเทคโนโลยี (สสวท.) ได้เห็นความสำคัญของการปลูกฝังการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตั้งแต่ระดับปฐมวัยได้จัดกิจกรรมบูรณาการสหวิชาให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการสืบเสาะหาความรู้ ความคิด และลงมือแก้ปัญหาด้วยประสบการณ์ตรงอย่างเหมาะสมกับวัย นักวิทยาศาสตร์ตัวน้อยจะได้ร่วมหาคำตอบจากคำถามที่ว่า  "โลกของเราดำเนินอยู่ได้อย่างไร"
     เนื่องจากมนุษย์เป็นผู้ใช้ทรัพยากรดิน น้ำ อากาศและพลังงาน จึงมุ่งหวังให้เด็กๆตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนโดยมองเห็นประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรเหล่านี้จากการทำกิจกรรม


     กิจกรรม "หวานเย็นชื่อใจ"
     เด็กๆค้นพบว่าโดยปกติน้ำและน้ำหวานเป็นของเหลว  เมื่อนำไปแช่ในน้ำแข็งที่ใส่เกลือซึ้งมีอุณภูมิต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียสทำให้น้ำและน้ำหวานมีอุณภูมิต่ำลงจนเปลี่ยนเป็นเกล็ดน้ำแข็ง





     กิจกรรม "โมบายเริงลม"
     กิจกรรมจากลมช่วยให้สิ่งของต่างๆเกิดการเคลื่อนที่  ในกิจกรรมนี้เมื่อเด็กๆทำโมบายที่สวยงามแล้ว นำไปแควนที่มีลมพัด โมบายก็จะเคลื่อนที่และเกิดเสียงที่ไพเราะ





     กิจกรรมทั้งหมดเน้นการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวเพื่อเริ่มต้นทำความเข้าใจเกี่ยวกับโลกที่เราอาศัยจากการทดลองง่ายๆตามศักยภาพของเด็กโดยกกระตุ้นการเรียนรู้จากการตั้งคำถามและค้นหาคำตอบ
     ประโยชน์จากกิจกรรมเป็นการสร้างแรงบรรดาลใจให้เด็กๆได้เข้าใจโลกในมุมกว้างมากยิ่งขึ้น เป็นพื้นฐานที่จะต่อยอดความรู้ในระดับที่สูงยิ่งๆขึ้น

วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2558

บันทึกการเรียนประจำวันอัคารที่ 11 สิงหาคม 2558


Lesson 1





Knowledge (ความรู้ที่ได้รับ): 

     แนะนำรายวิชาชี้แจงเนื้อหาที่จะต้องเรียนในวิชาการจัดประสบการณืวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
แนวทางการปฏิบัติตามแนวการสอนและองค์ประกอบในการสร้างบล็อกมีดังนี้ ชื่อวิชาเป็นภาษาอังกฤษ ชื่อนักศึกษา ปฏิทินและนาฬิกา เชื่อมโยงบล็อกของอาจารย์ หน่วยงานที่สนับสนุน แนวการสอน งานวิจัย บทความ สื่อ ( เพลง,เกม,นิทาน,แบบฝึกหัด,ของเล่น )


Skill (ทักษะ):
     ระดมความคิดในการตอบคำถามที่อาจารย์ถาม

Adoption (การนำไปใช้):
     นำคำแนะนำของอาจารย์ในการสร้างบล็อกไปใช้เพื่อการทำบล็อกอย่างมีประสิทธิภาพสมบูรณ์

Teaching  Techniques (เทคนิคในการสอน):
     การใช้คำถามเพื่อให้นักศกษาได้ช่วยระดมความคิดกันตอบเปนการเปิดประเด็ดเรื่องที่เรียนก่อนเข้าสู่เนื้อหาที่จต้องเรียนต่อต่อไป

Evaluation (การประเมิน):
     ตัวงเอง แต่งกายสุภาพเรียบร้อย จบนทึกระหว่างการสอน
     เพื่อน  ตั้งใจเรียนรัดมความคิดกันอย่างสามัคคี
     อาจารย์  เข้าสอนตรงเวลาอธิบายเนื้อหาได้ชัดเจน
     ห้องเรียน  สะอาด อุปกรณืสามารถใช้งานได้ปกติ